ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย




ติดปีก SMEs ไทยสู่ความเป็นสากล ตอนที่ 1 (จำนวนเข้าชม 2780 ครั้ง)
ให้คะแนนบทความ 0 คะแนน

ติดปีก SMEs ไทยสู่ความเป็นสากล ตอนที่ 1

 

โดย อาจารย์ชูศักดิ์ เดชเกรียงไกรกุล
ประธานกรรมการบริหาร
บริษัท มาร์เก็ตติ้ง กูรู แอสโซซิเอชั่น จำกัด
  

 

      ฉบับนี้เป็นตอนแรกของเรื่องติดปีก SMEs ไทยสู่ความเป็นสากล พูดอย่างนี้แล้วหลายท่านบอกว่า แหม ! ตลาดเมืองไทยยังเอาตัวไม่รอดเลย ริอาจไปนอกแล้วหรือ จริงๆ แล้วเรื่องความเป็นสากลนั้นมิได้หมายถึงการส่งออกอย่างเดียว แต่ยังหมายการปรับมาตรฐานการประกอบการให้เป็นสากลและการร่วมทุนกับต่างประเทศ หรือการติดต่อกับต่างประเทศเพื่อขอเป็นตัวกลาง ตัวแทนกับผลิตภัณฑ์

 

      ปัจจัยผลักดันหลักที่ทำให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัว คือการที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางอินโดจีน โดยไทยตั้งอยู่ตรงกลางพอดี มีถนนหลายเส้นทาง ที่มีการก่อสร้างเพื่อเชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคนี้ เช่น ทางเหนือบ้านห้วยทราย เชียงของต่อเส้นทางสายไหมถึงจีนยูนาน ทางตะวันออกเชียงเหนือ มุกดาหารทำสะพานข้ามชายแดนต่อไปกัมพูชา ไปเวียดนามได้ จุดเชื่อมชายแดน แม่สอด แม่สายและระนอง ประจวบที่จะเป็นจุดใหม่ ทำการเชื่อมโยงพม่า ไปถึงอินเดียได้ด้วยการขนส่งทางบก ในขณะที่เวียดนาม กัมพูชา ลาวมีต่างประเทศมาลงทุน รวมทั้งนักลงทุนคนไทย ไม่ว่าจะ เป็น วัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก แฟชั่น มือถือ โรงแรม เครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อเห็นภาพอย่างนี้แล้ว ภูมิภาคนี้กำลังจะมีกำลังซื้อที่สูงขึ้นและมีการขนส่งไปมาหาสู่กันได้ง่ายสะดวกขึ้น ประชากรทั้งหมด 220 ล้านคน ในขณะที่อาเซียนมีประชากรประมาณ 540 ล้านคน อาเซียนเองพยายามทำเป็นแหล่งผลิต เช่น ไทยผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มาเลเซียทำยางรถยนต์ สิงคโปร์ทำซอฟแวร์และออกแบบไมโครชิป ทำการทดสอบและตรวจวัด ส่วนมาเลเซียผลิตไมโครชิป ไทยทำกล่องคีย์บอร์ด แผงวงจรไฟฟ้า PCB กล่าวคือพยายามแบ่งหน้าที่การผลิตกันไปทำเป็นเครือข่ายการผลิต ส่วนเครือข่ายการตลาด คือทำเป็น Single Market คือเนื่องจากภาษี ในหมวด CEPT เป็น 0-5% ผลิตประเทศใดในอาเซียนก็ได้ภาษีเป็น 0% ดังนั้น ต่างประเทศที่จะมาลงทุนในโซนนี้สามารถส่งสินค้าไปประเทศใดในอาเซียนก็ได้ ได้ภาษี 0% เหมือนกัน ก็คือถือเป็นตลาดเดียวกันหมดทั้ง 540 ล้านคนนั้นแหละ

                                                                                                                                 
       จากตัวเลขธนาคารโลก สัดส่วนการตลาดการค้าโลก การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ทั้งหมดจากสัดส่วนแบ่งการตลาดจาก 32% จะเป็น 45% ใน 25 ปีข้างหน้า ถามว่าหากประเทศไทยไม่เตรียมตัวรับมือ เราก็คงจะสู้ไม่ได้แม้กระทั่งประเทศลาว หากเรายังคงพอใจกับตลาดในประเทศรอให้คู่แข่งเข้ามาตีเราถึงในบ้าน เพราะคู่แข่งเข้ามา ไม่ได้ต้องการแค่ตลาดเมืองไทย แต่ต้องการยึดหัวหาดที่ไทยเป็นศูนย์กลางอินโดจีนและเป็นประเทศหนึ่งในผู้นำอาเซียน เขามาด้วยทรัพยากรและเครื่องมือที่ทันสมัย มาด้วยผู้เชี่ยวชาญระบบ แต่อาจไม่รู้เรื่องท้องถิ่นหรือตลาดภายในมาก เขาเรียนรู้ 1-3 ปีพอตั้งหลักได้ธุรกิจไทยที่ฐานการผลิตและตลาดมีแค่เมืองไทยก็คงไม่ใหญ่พอที่จะต่อกรกับธุรกิจเหล่านี้ จะอาศัยภาครัฐตั้งกำแพงภาษีก็คงไม่ได้แล้ว จะอาศัยรัฐคุ้มครองก็ลำบากเพราะเราอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์การค้าโลก การค้าเสรีที่เราไปตกลงกับนานานาประเทศไว้ ภูมิคุ้มกันเหล่านี้หมดไปไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ทุกๆ ประเทศต้องปรับตัว ธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวให้รวดเร็ว โดยเฉพาะพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารกว้างไกล ไร้พรมแดน การจัดซื้อเป็นระบบ หาแหล่งผลิตทั่วโลก เปรียบเทียบราคาได้ชัดเจน แหล่งไหนถูกก็สั่งจากที่นั่น ตัวอย่างที่ต่างประเทศเข้ามา เห็นได้คือห้าง Hyper Mart ที่เข้ามาในไทย สินค้าแบรนด์เนมที่เรียกว่า อินเตอร์แบรนด์เข้ามาในห้างฯ ดันซัพพลายเออร์ไทยออกไปไร้แผ่นดินในห้างฯ Fast-Food ต่างๆ เข้ามา โรงแรม โรงพยาบาล มีตกลงร่วมกับเชนในต่างประเทศ เพื่อดึงลูกค้าหรือได้รับโนฮาว์ ต่างๆ ทั้งระบบ ทั้งงานวิจัย ในอนาคต ธุรกิจไม่ได้บริหารเฉพาะการผลิต แต่ต้องบริหารการผลิตทั้งในและต่างประเทศ บริหารการตลาดทั้งในและต่างประเทศ บริหารคนและขีดความสามารถของคนของเราทั้งในและต่างประเทศ ทั้งคนไทยและไม่ใช่คนไทย ที่อาจจะทำงานในประเทศหรือนอกประเทศ บริหารเงินทุนที่อาจจะมาจากต่างประเทศมาร่วมหุ้น มาร่วมทุนกับเราเหมือนชิ้นส่วนยานยนต์ และโรงพิมพ์พลับบิสชิ่งญี่ปุ่นที่หาพันธมิตรและร่วมทุนกับบริษัทคนไทย การเปลี่ยนแปลงแบบนี้จะรวดเร็วเหนือจินตนาการ หากปรับตัวไม่ทัน ภายใน 1-3 ปี ก็จะเกิดอาการตกยุคของธุรกิจไทย นี้เป็นแค่อาการเริ่มต้น เราจะพบว่าเราทำธุรกิจยากขึ้น คู่แข่งเก่งๆ เข้ามาในตลาดมากขึ้น ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว เงินทุนหนา หูตากว้างไกลกว่าเรา เราต้องแย่งชิงลูกค้า คนมีฝีมือมาเป็นพนักงานเรา เม็ดเงินทุนเพื่อขยายกิจการ แย่งชิงเทคโนโลยีเพื่อสร้างความแตกต่างผลิตภัณฑ์ แย่งชิงซัพพลายเออร์ วัตถุดิบและพันธมิตรเครือข่ายกับคู่แข่ง ต่างชาติเหล่านี้ SME ไทยถึงคราวต้องปรับตัวระลอกใหญ่ที่เรียกว่า ลอกคราบเสียแล้ว ในตอนหน้าผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟังถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงในระดับสากลต่อ และจะว่ากันถึงแนวทางปรับตัว กลยุทธ์ธุรกิจ SMEs ในการต่อสู้บนเวทีการแข่งขันใหม่นี้ ที่นับวันจะเป็นเวทีสากลมากขึ้น กฎกติกาการเล่นบนเวทีนี้เป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยและ ต้องเรียนรู้กันใหม่ หากคิดว่ายังจะยืนหยัดอยู่ในสังเวียนนี้ต่อไป

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2550 

ไฟล์รูป
18100502.gif
18100503.jpeg
18100504.jpeg
18100501.jpeg

Bookmark | ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย ที่ปรึกษาวางแผนธุรกิจ ที่ปรึกษาวางแผนตลาด

บริษัท มาร์เก็ตติ้ง กูรู แอสโซซิเอชั่น จำกัด
59 ศรีสุวรรณโฮมเพลส 2 หมู่ 2 ซอยสตรีวิทย์ 2 ถนนลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ : 0-2907-9588, 0-2907-9669, 0-2907-9131 โทรสาร : 0-2907-8941
E-mail : mga01@mga.co.th, seminar@mga.co.th
>> คลิกดูแผนที่ <<


Marketing Guru Association Co.,Ltd. 2001 All Right Reserved.
Google+เพิ่มเพื่อน