ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย




การขยายผลเชิงพาณิชย์ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ในรูปร้านโชว์ห่วย (ตอนที่ 1 และ 2) (จำนวนเข้าชม 3465 ครั้ง)
ให้คะแนนบทความ 0 คะแนน

การขยายผลเชิงพาณิชย์ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ในรูปร้านโชว์ห่วย (ตอนที่ 1 และ 2) updated on 10/9/2544

 
  รูปแบบร้านสะดวกซื้อปัจจุบันได้รับความนิยมสูงเนื่องจากช่วยประหยัดเวลาใน การเลือกสินค้าที่จำเป็น ไม่ต้องเสียเวลาเข้าห้างสรรพสินค้า ทำให้สามารถซื้อหาได้เกือบทุกวัน ในตลาดร้านสะดวกซื้อปัจจุบันแยกได้เป็น 3 กลุ่ม ตามความทันสมัยของระบบการบริหารงานดังนี้

A. กลุ่ม 7-11 มีสาขาทั่วประเทศกว่า 1,700 สาขา บริหารงานระบบ Franchise ผู้ทำธุรกิจลง
ทุนขั้นต้นประมาณ 3 ล้านบาท ประกอบด้วย
ส่วนแรก (50%) : ค่าธรรมเนียม, ค่าตกแต่งปรับปรุงร้านและเครื่องปรับอากาศและคอมพิวเตอร์ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในการขออนุญาติขายสินค้าพิเศษ
ส่วนที่สอง (50%) : ค่า Stock สินค้างวดแรก
ค่าประกันความเสียหาย
ปัจจุบัน Franchise type B ที่ลงทุนเพียง 1.5 ล้านก็เข้าไปบริหารได้ทันที มีการประกันกำไรขั้นต่ำ 20,000 บาทต่อเดือนให้ด้วย และกรณีทำกำไรได้เพิ่มก็จะได้รับกำไรมากขึ้นอีก
ข้อดี คือ ประกันความสำเร็จในการขายประมาณ 80% เพราะก่อนลงทุนมีการทำสำรวจข้อมูลลูกค้าในพื้นที่อย่างละเอียดรวมทั้งและการ ส่งเสริมการขายพิเศษของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง
ข้อเสีย ลงทุนสูงและคืนทุนช้า

B. กลุ่มโชว์ห่วยติดแอร์ในปั้มน้ำมัน มีสาขาทั่วประเทศรวมกันประมาณ 1,000 สาขา ปัจจุบันสาขาที่ทำกำไรไม่ได้ทยอยปิดหรือยกเลิกการเป็นแฟรนไชส์และหันมาบริ หารเอง
C. กลุ่มโชว์ห่วยทั่วไป มีประมาณ 200,000 กว่าแห่ง กระจายทั่วประเทศ ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากห้างค้าปลีกต่างชาติขนาดใหญ่ที่ขายสินค้าราคา ถูกกว่าและอยู่ในแหล่งชุมชน

ทำอย่างไรถ้าต้องการเปิดร้านโชว์ห่วยให้อยู่รอดและมีกำไรในชุมชนหรือในหมู่บ้านที่ได้งบสนับสนุน 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์จากรัฐบาล
มองในแง่กลุ่มร้านโชว์ห่วยขนาดเล็กในชุมชน มีโอกาสดีในการทำธุรกิจมากกว่าโชว์ห่วยขนาดใหญ่ (เนื้อที่ 100 ตารางเมตร หรือหน้ากว้างไม่น้อยกว่า 7 เมตร) เนื่องจากขนาดพอเหมาะกับชุมชนไม่เกิน 1,000 – 2,000 คน หลักสำคัญในการตั้งร้านโชว์ห่วยชุมชนเพื่อไม่ให้แข่งกันตาย ต้องทำต้นแบบร้านโชว์ห่วยสาขาแรกให้ประสบความสำเร็จก่อน โดยทำแผนโครงการนำร่อง 100 วันดังนี้
1. คัดเลือกทำเลที่เป็นศูนย์กลางชุมชนหรือมีคนเดินไปมาสะดวก
2. ต้องสามารถทำกำไรคุ้มค่าใช้จ่ายและค่าเช่าต่อเดือน อย่างน้อย 10 เท่าตัว อาทิ ค่าใช้จ่ายประจำเดือน 15,000 บาท ต้องขายให้ได้อย่างน้อย 150,000 บาท หรือประมาณวันละ 5,000 บาท เป็นต้น
3. สำรวจพื้นที่ว่ามีความต้องการซื้อพอเพียงหรือไม่ ปกติจะต้องมีคนเดินผ่านร้านอย่างน้อย 10-20 เท่าตัว ของยอดซื้อจริงแต่ละวัน ถ้าต้องการยอดขายให้ได้เฉลี่ย 5,000 บาท / วัน สำหรับคนซื้อต้องมีอย่างน้อย 100 คน (ยอดซื้อเฉลี่ย 50 บาท / คน) จะต้องมีคนเดินผ่านร้านไม่น้อยกว่า 1,000 คนในพื้นที่ตั้งร้าน จึงจะสามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัย ถ้ามีจำนวนชุมชนน้อยต้องลดต้นทุนหรือลดขนาดร้านจนมีค่าใช้จ่ายพอเพียง หรืออาจดึงลูกค้าจากที่อื่นให้มาซื้อโดยแจกใบปลิว ติดป้ายเชิญชวน เป็นต้น
4. การคัดเลือกสินค้าเข้าร้านโชว์ห่วยจะต้องมีหลากหลายโดยเฉพาะของจำเป็นในบ้าน ในครัว เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยว รวมทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่ เพื่อให้ยอดซื้อเฉลี่ยถึง 50 บาท / คน นอกจากนี้ควรจัดสินค้าท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับขายปลีกและขายส่ง ด้วย เพราะสามารถสร้างกำไรให้ร้านได้มากขึ้น
5. ในช่วง 100 วันแรกจะต้องเก็บข้อมูลการซื้อสินค้าและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าให้ละเอียด เพื่อใช้วางแผนการซื้อสินค้าที่ขายดีไม่ให้ขาด และทำการตัดสินค้าที่ขายช้าหรือไม่เป็นที่นิยมออกไป ปกติสินค้าขายดีจะมีไม่เกิน 20% แรกของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด ส่วนสินค้าที่ขายไม่ดีหรือตัวถ่วงปกติจะมีจำนวนมากระหว่าง 20-40% ต้องวิเคราะห์ยอดซื้อ-ขายให้ละเอียด เพื่อคัดออกอย่างรวดเร็วแล้วทดลองหมุนเวียนสินค้าอื่น ๆ เข้ามาเสริมเพื่อไม่ให้ทุนจมในช่วง 100 วันแรก ตัวอย่างการบริหารสินค้าของร้านสะดวกซื้อ 7-11 จะคัดสินค้าออกประมาณ 100 รายการต่อเดือน จาก 2,000 รายการทั้งหมด ใน 3 – 6 เดือนแรกของการวางขายโดยสินค้าที่ขายดีจะเป็นหมวดอาหาร เครื่องดื่ม ซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 20% หรือไม่เกิน 400 รายการ สามารถทำกำไรขั้นต้นได้สูงสุดประมาณ 60 – 70% ในขณะที่สินค้าทั่วไปจะมีกำไรประมาณ 20% เท่านั้น สำหรับร้าน 7-11 ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีอยู่ประมาณ 8,000 สาขา พบว่าสินค้าขายดีจะอยู่ประมาณ 20% แรกเช่นกัน ดังนั้นก็บริหารสินค้า 20% แรกหรือประมาณ 600 รายการจาก 3,000 รายการให้มีกำไรมากที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นอาหาร หรือ เมนูที่ทำขึ้นพิเศษในแต่ละมื้ออาหาร สำหรับสินค้าอีก 80% ที่ทำกำไรในระดับปกติ จะมีการคัดออกสัปดาห์ละ 250 รายการหรือประมาณ 10% หลังจากยอดขายไม่ดีในช่วง 100 วันแรก ทำให้การบริหารสินค้าที่ขายดีมีกำไรมีประสิทธิภาพสูง มีเวลาดูแลมากขึ้น ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ในญี่ปุ่นทำกำไรขั้นต้นได้สูงมากถึง 34 – 35% โดยในสาขาหนึ่งจะมีลูกค้าประจำเพียง 3,000 คนเท่านั้น ในขณะที่ 7-11 ในประเทศไทยจะมีลูกค้าประจำเฉลี่ยประมาณ 1,300 คน
6. กรณีที่ขายไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ หรือต่ำกว่ามาก ต้องเพิ่มจำนวนคนเข้าร้านให้มากขึ้นอีก โดยอาจจัด ลด แลก แจก แถม พิเศษหรือหาสินค้ามาล่อใจให้คนเข้าร้านมากขึ้น โดยปกติจะใช้เวลาดึงคนเข้าร้านได้ภายใน 30 วันแรก เพื่อประเมินผลว่าขนาดร้านที่ทำปัจจุบันพอเหมาะกับชุมชนเพียงใด ถ้าใหญ่ไปต้องลดขนาดให้พอเหมาะกับกำลังซื้อจริงในพื้นที่
7. กรณีที่ขายดีเกินคาด ยอดขายเป็น 1 – 3 เท่า ของที่ประมาณไว้ ต้องพิจารณาขยายสาขาต่อไป และถ้าสาขาต่อไปยังขายเป็น 2 เท่าของยอดประมาณไว้ก็ขยายสาขาใหม่ ส่วนใหญ่เต็มที่จะตั้งไม่เกิน 4 สาขาในชุมชนเดียวกัน

ครั้งหน้าจะมาต่อเรื่องการบริหารร้านค้าให้อยู่รอดและมีกำไรเพิ่มขึ้นครับ
 
 


Bookmark | ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย ที่ปรึกษาวางแผนธุรกิจ ที่ปรึกษาวางแผนตลาด

บริษัท มาร์เก็ตติ้ง กูรู แอสโซซิเอชั่น จำกัด
59 ศรีสุวรรณโฮมเพลส 2 หมู่ 2 ซอยสตรีวิทย์ 2 ถนนลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ : 0-2907-9588, 0-2907-9669, 0-2907-9131 โทรสาร : 0-2907-8941
E-mail : mga01@mga.co.th, seminar@mga.co.th
>> คลิกดูแผนที่ <<


Marketing Guru Association Co.,Ltd. 2001 All Right Reserved.
Google+เพิ่มเพื่อน