ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย




ทางหลวงสายเอเซีย 2549 กับผลกระทบที่เราต้องเตรียมรับ (จำนวนเข้าชม 3952 ครั้ง)
ให้คะแนนบทความ 8 คะแนน

ทางหลวงสายเอเซีย 2549 กับผลกระทบที่เราต้องเตรียมรับ

 

โดย มนัสศิริ เผือกสกนธ์ ผู้จัดการทั่วไป

 

ช่วงที่ผู้เขียนยังเล็กมากนั้นการเดินทางไปต่างจังหวัดจะเร้าใจมาก ออกไปจากชานจังหวัดพระนครห้านาทีทิวทัศน์บรรยากาศก็เริ่มเป็นชนบทแล้ว ทางเหนือนั้นเราถือว่าเลยกิโล 25, กิโล 27 ไป นั่นคือ ไกลชุมชนแล้ว ทางตะวันออกจะไปเที่ยวทะเลนั้นพอรถวิ่งผ่านภัตตาคารบ้านแก้วเรือนขวัญ (ตรงข้ามซอยเข้าอู่วิกรมเก่า) ก็เต็มไปด้วยทุ่งนาควายดำควายเผือกแล้ว สำหรับทางไปนครปฐมจำได้ว่าไม่เห็นมีอะไรน่าประทับใจนัก ออกจากฝั่งธนฯที่เป็นสวนทุเรียน สวนมะม่วง ก็จะกลายเป็นนา มีต้นตาลต้นมะพร้าวสลับทุ่งนาไปเป็นทิว ออกไปทางมีนบุรีจะเป็นทางเล็กๆ ที่มีแต่คลองและสะพานเต็มไปหมด สรุปถึงตอนนี้คือ จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเล็กมากกระจุกตัวเป็นบริเวณแคบ ขอบรอบเขตชุมชนเมืองนั้นแคบนั่งรถออกไป 5 นาทีก็เห็นชาวชนบทอีกทั้งควายมากมาย โชคดีที่ตอนที่ผู้เขียนจำความได้นั้นถนนเมนหลักส่วนใหญ่รอบพระนครราดยางแล้ว

 ครั้นโตขึ้นมาหน่อยอายุร่างกายซักสิบขวบ เห็นเขาพูดถึงทางหลวงสายเอเซียกันอึกทึกครึกโครม เห็นพูดถึงถนนมิตรภาพ ถนนสายยุทธศาสตร์ ฯลฯ ตามความรู้สึกของเด็กอย่างผู้เขียนสมัยนั้น คำว่าถนนสายเอเชียดูเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่มาก ยิ่งผู้ใหญ่เขาขยายความว่าอีกหน่อยจะเดินทางภายในทวีปได้โดยผ่านเส้นทางที่เชื่อมไปยังประเทศต่างๆ ด้วยแล้วทำให้อยากไปอเมริกามาก ครั้นนึกได้ว่าอเมริกาอยู่คนละทวีปเลยหันมาอยากไปแคนาดาแทน

ตราบจนอายุยี่สิบกว่าก็ยังไม่เห็นว่าจะเดินทางทางบกไปไหนบนทวีปนี้ได้ ไม่เห็นว่าได้มีเส้นทางอะไรคืบหน้าเชื่อมต่อไปถึงไหนได้เลย ทำให้ผิดหวังเป็นอันมาก แต่ก็เข้าใจและ “ ทัมใจ ” ได้เนื่องจากรู้ว่า หนึ่ง ประเทศแถบนี้ยากจนเป็นหลัก ต้องเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญๆ ในบ้านตัวเองให้ดีก่อนจะไปทำอะไรที่มันเกินตัวไปกว่านั้น สอง ลัทธิและระบบการเมืองที่แตกต่างขั้ว มีปัญหารบรารุกรานกันในช่วงยี่สิบกว่าปีถึงสามสิบกว่าปีที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เราขาดไอ้ที่เรียกว่า “Intergovermental Relationship” หรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล (ที่ดี) ตามไปด้วย สาม ผลประโยชน์โยงใยทางการค้ามันยังไม่ถึงระดับจะต้องมาดำเนินการอะไรตรงนี้ให้รีบเร่ง ส่วนใหญ่จะเป็นผลประโยชน์ด้านยุทธปัจจัยซะมาก เพื่อหวังจะเดินทัพหรือส่งกำลังบำรุงไปถึงกันมากกว่า
เหล่านี้เองที่ทำให้ผมเลิกคิดมากแล้วหันมาดูความเป็นมาของถนนสายนี้ พบว่าโครงการถนนสายเอเซียนี้ถูกริเริ่มมาเป็น “The Asian Highway” (AH) ในปีพศ.2502 พร้อมกับการลืมตาดูโลกของกระผม ตอนนั้นคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเอเซียและตะวันออกไกล หรือ ECAFE (ชื่อเหมือนร้านกาแฟอินเตอร์เน็ท) เริ่มขึ้น โดยตั้งวัตถุประสงค์ไว้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการขนส่งทางถนนระหว่างชาติในภูมิภาค เฟสแรกของมันก็เป็นช่วงที่ผมยังเล็กมากนั่นแหละ คือ ช่วง 1960-1970 กับโปรเจ็คท์ที่ตั้งไว้ว่ายาวถึง 65,000 กิโลเมตร กระผมจึงสามารถเดินทางไปเมืองเหนือสะดวกรวดเร็วขึ้น สภาพทางดีขึ้น แต่ก็เห็นหยุดอยู่แค่นั้น เพิ่งมาทราบสาเหตุภายหลังว่าเป็นเพราะความช่วยเหลืออัดฉีดทางการเงินเขาติดขัดในช่วงปี 1975 แต่อยู่ๆ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วคือ 1992 ก็เคยได้ข่าวว่าทาง UNESCAP เขาปัดฝุ่นปลุกผีโครงการนี้ขึ้นมาใหม่ องค์กรอะไรนี้ย่อมาจากชื่อเต็มว่า The United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific คณะกรรมการเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของเอเซียและแปซิฟิคแห่งสหประชาชาติ ทำนองนี้คือ เป็นแขนงหนึ่งของ UN นั่นเอง ได้ให้เงินสนับสนุนมาเพื่อพัฒนาโครงการพื้นฐานการขนส่งทางบกในภูมิภาคนี้คือ เป็นสปอนเซอร์ให้ทาง ALTID หรือ The Integrated Asian Land Transport Infrastructure Development เขาสานงานต่อได้ โครงการนี้ที่บอกว่าเป็น “ การขนส่งทางบก ” เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้มีแค่ทางหลวงเฉยๆ ซึ่งก็จริงเพราะเขามีการพัฒนาทางรถไฟรวมอยู่ด้วยมันคือ ทางรถไฟสายเอเซีย หรือ Trans-Asian Railway ที่เขียนย่อว่า TAR นั่นเอง เพราะฉะนั้นการขนส่งทางบกสายเอเซีย จึงเท่ากับทางหลวงสายเอเซียรวมกับทางรถไฟสายเอเซีย เขียนเป็นสมการได้ดังนี้

ALTID = AH + TAR

คราวนี้ดูเป็นรูปร่างมากขึ้น กล่าวคือ หนึ่ง พอเริ่มไปซักพักผู้คนเห็นว่าเริ่มลำบากน้อยลงเพราะมีคนเริ่มต้นให้แล้ว ตามนิสัยคนปกติจึงยินดีเข้าร่วมมากขึ้น สอง สภาพ “ ขั้ว ” ทางระบบการเมืองเริ่มคลายตัว ความสุดโต่งของคอมมิวนิสต์เริ่มคลายมาทางสังคมนิยมและกำลังเปิดรับความเป็นทุนนิยมมากขึ้นทุกขณะ สาม ในโลกาภิวัฒน์นี้การรวมตัวเชื่อมโยงของประเทศต่างๆ ในระดับภูมิภาคย่อย ไปจนถึงระดับภูมิภาคที่เชื่อมในระดับโลกนั้น คือต้องเกาะไปกับกระแสความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้ได้ ดังนั้นสมาชิกต่างๆ ของ ALTID จึงสมัครใจมาร่วมมือกันด้วยเหตุผลต่างๆนี้ ปัจจุบันระยะทางรวมของโครงการจึงขยายจาก 60,000 กม.เป็น 90,000 กม.มีประเทศเข้าร่วม 28 ชาติ

การเชื่อมโยงยิ่งกว่าเส้นทางสายไหม

เมื่อดูสมาชิกของประเทศต่างๆ พบสิ่งที่น่าแปลกใจคือ มีพวกคาซัคสถาน, มองโกเลีย, แถวคอเคซัส ยุโรปตะวันออกคือ เตอร์กี เข้ามารวมด้วย เท่าที่มองดูจะเป็น 4 แนวคือ ทิศอุดร มุ่งสู่จีนแล้วแตกเป็นแยกไปเกาหลี หนึ่งทาง พุ่งขึ้นไปทางมองโกเลียและรัสเซียอีกหนึ่งทาง แล้วยังมีอีกเส้นหนึ่งที่ลากไปทางตะวันตกจนถึงเอเซียกลางและเตอร์กีได้ ทิศทักษิณ ( ปัจจุบันเว้นวรรคทางการเมือง ) ผ่านไทยทะลุลงไปมาเลเซีย, สิงคโปร์ จากนั้นข้ามเรือไปถึงฟิลิปปินส์, บรูไนและอินโดนีเซีย ทิศอาคเนย์ ออกไป 2 ทางคือ ผ่านบ้านของต้นตระกูลท่าน (ลาว) ไปสุดที่เวียดนามเหนือสายหนึ่ง และผ่านกัมพูชาไปสุดที่เวียดนามใต้อีกสายหนึ่ง ทิศหรดี จากพม่าออกไปบังคลาเทศ, อินเดีย, มัลดีฟส์, เนปาล, ปากีสถาน, ศรีลังกา ดูแล้วถ้าท่านผู้อ่านยังมีชีวิตอยู่ก็จะเพลิดเพลินในการเดินทางท่องเที่ยวในทวีปเอเซียได้ค่อนข้างครบ แถมยังเชื่อมต่อไปถึงยุโรปตะวันออกได้ด้วย

เท่าที่ทราบรู้สึกว่านอกจากจะมีจอร์เจียและภูฐานเข้ามาร่วม เบ็ดเสร็จตอนนี้จึงมีประเทศสมาชิกเพิ่มเป็น 3 2 ประเทศ ระยะทางยืดออกไปเป็น 130,000 กม. ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำหนดมาตรฐานของทาง เช่น สเป็คทางวิศวะ, ความกว้าง, การใช้ป้าย/สัญลักษณ์สากล, การสำรวจเส้นทางอย่างละเอียด ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม จากที่ผู้เขียนมีโอกาสไปบรรยายให้นักธุรกิจภูมิภาคแถวทางเหนือนั้น เขารู้เรื่องพวกนี้มากจนเราใบ้ไปเลย ตอนไปที่เชียงรายนั้นเขาบอกเลยว่าจะมีการก่อสร้างเส้นทางผ่านเชียงของข้ามไปบ้านห้วยทรายของลาวเชื่อมไปจีนและเวียดนามเหนือ อีกเส้นจะข้ามไปพม่า ตอนไปบรรยายที่พิษณุโลกเขาพูดถึง “ 4 แยกอินโดจีน ” ที่จะทะลุแม่สอดเข้าพม่า เชื่อมเข้าเส้นทางสายอีสานไปแล้วเลี้ยวขวาที่อุดรถึงนครพนม ข้ามลาวที่ท่าเหล็กสายหนึ่ง อีกสายหนึ่งจะผ่านอุดรข้ามไปเวียงเทียนของลาว พอกลับมารื้อค้นดูก็เป็นจริงตามนั้น

บริเวณทางข้ามเชียงของไปห้วยทรายนั้นทราบเพิ่มเติมมาว่าขณะทำสะพานข้ามโขงแล้ว เส้นทางสายไหมยุคนี้กลายเป็นใยแมงมุมผิดกับสมัยก่อนที่ลากยาวจากซ้ายไปขวา คือจากแถวเตอร์กี/ทะเลสาบแคสเบี้ยนผ่านมาทางอัฟกานิสถาน ผ่านจีนไปสุดแถวเมืองเทียนสิน แต่อย่างไรก็ตามแม้ตอนนี้จะโยงใยไกลและทันสมัยมากขึ้นแต่ถ้ามองจริงๆ ก็ยังเน้นการค้าขาย มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากความร่วมมือข้ามชาติคล้ายคลึงกัน แต่ “ พาหนะ ” จะเปลี่ยนจากอูฐ, เกวียน มาเป็นรถบรรทุก รถเก๋ง รถไฟแทน

การประชุมที่ได้จัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้เขาพูดลงลึกถึงตารางเวลาและเส้นตายในโปรเจ็คท์ย่อยๆ ของแต่ละประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่จะใช้ สำหรับไทยนั้นผู้เขียนเห็นว่าเราต้องมองไปไกลกว่า เป็นแค่ “ ภูมิภาคย่อยในย่านแม่น้ำโขง ” เราต้องผนวกอย่างกลมกลืนกับ ลาว, เวียตนาม, พม่า, เขมร ให้ได้ โดย ต้อง เชื่อมไปให้ถึงยูนนานของจีน แค่นี้การขยายตัวของเราในแง่นำเข้า - ส่งออก, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็จะได้รับประโยชน์มาก ลาวน่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเพราะจากภูมิลักษณ์ที่ “ ปิด ” คราวนี้โอกาสจะเปิดและเป็นตัวเชื่อมต่อที่สำคัญตัวหนึ่ง อารยธรรม วัฒนธรรมของลาวจะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว พวกเราควรจะรีบๆ ไปเที่ยวในช่วงนี้ ลาวจะกลายเป็น “Land-Link” ของแผ่นดินคือ จีน, ไทย, พม่า, เขมร, เวียตนาม และจะเป็น “Doorway” ที่ทะลุไปถึงไฮฟองและดานังของเวียตนาม เส้นทางนี้จะสั้นกว่าในการออกทะเลเทียบกับการพึ่งไทย ลาวจะได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ระบบการเมืองย่อมทำให้ทั้งคู่ช่วยเหลือกัน ไทยจะไม่ได้ผลประโยชน์เท่าที่ควร เพราะที่ดานังนั้นเป็นท่าเรือน้ำลึกสามารถติดต่อกับชาติต่างๆ ในโลกทางทะเล และที่สำคัญล่องไปทางเหนือจะถึงทะเลจีน ล่องตรงออกไปตะวันออกจะออกมหาสมุทรแปซิฟิค สินค้าจาก AFTA : ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย , มาเลเซีย ถ้าไม่ต้องการผ่านไทยสามารถเข้ามาทางนี้ได้สะดวกในค่าใช้จ่ายถูกกว่าผ่านทางบกจากไทยมาก

ข้อมูลในมือทำให้ทราบว่าจีนและไทยได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย ( Asian Development Bank) เพื่อข้ามโขงในเส้นทางข้ามจากหนองคายผ่านห้วยทรายไปออกยูนนาน ส่วนลาวนั้นยากจนตอนนี้จึงทำแบบ “In-Kind” คือ มีแต่ที่ดิน ต้องยื่นเรื่อง เสนอให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาพัฒนา (และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เช่น ค่าผ่านทาง) คล้ายๆ กับเส้นทางสายเอเซียที่เก็บตังค์เราเมื่อสมัยก่อน เราลองมาดูตารางสรุปว่า เส้นทางสายเอเซียและเส้นทางรถไฟสายเอเซียนั้น “ เชื่อม ” ประเทศใดในย่านใดเข้าหากันบ้าง

เอเซีย : ไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, มาเลเซีย, เวียตนาม, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, บรูไน
เอเซียใต้ : บังคลาเทศ, ภูฐาน, อินเดีย, มัลดิฟส์, เนปาล, ปากีสถาน, ศรีลังกา
สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน, อัฟกานิสถาน
จีน, มองโกเลีย และรัสเซีย
เอเซียกลางและแถบเทือกเขาคอเคซัส
เตอร์กี

สำหรับผลกระทบทั้งบวกและลบต่ออุตสาหกรรมของไทยเรานั้นมีดังนี้ ผลบวก สินค้าที่ผลิตจากย่านอาเซี่ยนจะมีการทำตลาดมากพื้นที่ขึ้น จากการเจริญในลาว, พม่า, เขมรและเวียตนาม เพราะสามารถขนส่งไปสะดวกรวดเร็วขึ้น ผลลบ เนื่องจากประเทศทั้ง 4 ที่กล่าวมานี้มีระบบการเมืองซึ่งฝักใฝ่เข้าได้กับจีนได้เป็นอย่างดี โอกาสอาจจะตกเป็นของจีน ที่สามารถส่งผลผลิตเข้ามาทางตอนใต้สู่ประเทศเหล่านี้ได้สะดวกรวดเร็วกว่าของเรา ถ้าให้สรุปขอบอกว่าซัพพลายจะตกเป็นของจีน เนื่องจาก

หนึ่ง เป็นสินค้าราคาถูกเหมาะกับระดับฐานะของประเทศเหล่านี้ (พม่า, ลาว, เวียตนาม, กัมพูชา)
สอง ลัทธิการเมืองเป็นแบบเดียวกัน
สาม ถ่วงดุลตะวันตก (และญี่ปุ่น)
สี่ ความหวังเพื่อที่จะรวมเป็นกลุ่มเกื้อกูล, ปกป้องซึ่งกันและกัน

เว้นแต่ว่าไทยเราจะสามารถผนวกกลืนร่างไปกับประเทศด้านทิศเหนือเหล่านี้ได้เท่านั้น คำถามคือ เขาชอบขี้หน้าเราแค่ไหน??

ไฟล์รูป
Image3.gif
Image4.gif
Image5.gif

Bookmark | ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย ที่ปรึกษาวางแผนธุรกิจ ที่ปรึกษาวางแผนตลาด

บริษัท มาร์เก็ตติ้ง กูรู แอสโซซิเอชั่น จำกัด
59 ศรีสุวรรณโฮมเพลส 2 หมู่ 2 ซอยสตรีวิทย์ 2 ถนนลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ : 0-2907-9588, 0-2907-9669, 0-2907-9131 โทรสาร : 0-2907-8941
E-mail : mga01@mga.co.th, seminar@mga.co.th
>> คลิกดูแผนที่ <<


Marketing Guru Association Co.,Ltd. 2001 All Right Reserved.
Google+เพิ่มเพื่อน