ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย




เงินสะพัด 4 หมื่นล้าน อุตฯสื่อโตรับเลือกตั้ง ภาคธุรกิจรับมือ (จำนวนเข้าชม 2556 ครั้ง)
ให้คะแนนบทความ 0 คะแนน

เงินสะพัด 4 หมื่นล้าน อุตฯสื่อโตรับเลือกตั้ง ภาคธุรกิจรับมือ "ช็อก พีเรียด"

 

หลังเลือกตั้งราคาน้ำมันพุ่ง ดอกเบี้ยเพิ่ม เงินเฟ้อขยับ ส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตและขนส่ง นักการตลาดคาดเงินสะพัด 4 หมื่นล้านบาท ดันอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ - โฆษณาโต 0.1 - 0.3% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้เศรษฐกิจขยายตัวแบบชะลอตัว

เมื่อ 19 ตุลาคม 2547 ที่ผ่านมา สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จัดงานวันนักการตลาดแห่งประเทศไทยประจำปี 2547 สัมมนาหัวข้อ "จับตาเศรษฐกิจปี 2005" โดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการด้านจัดการกองทุน และผู้อำนวยการสำนักวิจัยธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังไปได้ดี โดยจะขยายตัวแบบชะลอตัวลง เนื่องจากการขยายตัวของเมกะโปรเจ๊กของภาครัฐและเอกชนที่ลงทุนด้านปัจจัยพื้นฐาน

ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวว่า ปีหน้าการส่งออกของประเทศชะลอตัว 1 - 15% แต่จีดีพียังมีอัตราขยายตัว 6.0 - 6.6% เพราะการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อ รวมทั้งต้องจับตาผลการเลือกตั้งว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นหรือไม่ แต่ภาพรวมไม่ว่าใคร สำหรับปัจจัยบวกยังมาจากข้อตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการก่อสร้าง สาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ โครงการขนส่งระบบราง รถไฟระบบรางคู่ โลจิสติกส์ ในอีก 4 ปี ข้างหน้า มูลค่า 1.03 ล้านบาท เฉลี่ยปีละกว่า 2.5 แสนล้านบาท

ขณะที่ปัจจัยลบมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต้นทุนผลิต และราคาสินค้าและบริการ กำลังซื้อถดถอย การแพร่ระบาดของไข้หวัดนกรอบสองที่มีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น รวมทั้งสถานการณ์ภาคใต้และดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความสามารถชำระหนี้ของประชาชนและธุรกิจลดลง

ภาคธุรกิจเตรียมรับมือ "ช็อก พีเรียด"
นายประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบล็ค แคนยอน ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งปีหน้า และรัฐบาลปล่อยราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว จะส่งผลลบต่อภาคธุรกิจเพราะต้นทุนสูงขึ้น แต่การที่รัฐบาลมีมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอาจมีผลในแง่จิตวิทยาบ้าง โดยก่อนเลือกตั้งรัฐบาลต้องอัดฉีดเม็ดเงิน ดังนั้นกำลังซื้อจึงไม่น่าเป็นห่วงจะมีเงินหมุนเวียน แต่หลังเลือกตั้งหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมา โดยเฉพาะดีเซลไม่แน่ใจว่าจะเกิดภาวะชะงักนานแค่ไหน เพราะสินค้าทุกอย่างต้องขึ้นราคาและใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 - 4 เดือน ปรับตัว ซึ่งอาจเกิดอาการ "ช็อก พีเรียด" และส่งผลในเชิงจิตวิทยาและอารมณ์การจับจ่ายลดลง ในปีหน้ายังเป็นปีที่ราคาธุรกิจจะมีความสามารถหากำไรที่ยากยิ่งขึ้น ซึ่งธุรกิจต้องดิ้นหาทางรอดของตัวเอง อาจจัดระบบบริหารจัดการ ขยายธุรกิจบริหารต้นทุนและนำระบบไอทีมาใช้ ลดการใช้แรงงานคน

นายไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ที่ปรึกษาสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่าปีหน้าคงไม่มีการพยุงราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยก็คงปรับสูงขึ้น ซึ่งจะเข้าสู่กลไกปกติตามภาวะความเป็นจริงและอยู่บนพื้นบ้านที่ถูกต้อง

ทั้งนี้หากมองจากปัจจัยราคาน้ำมัน ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อยังมั่นใจว่าภาพรวม เศรษฐกิจไทยในปี 2548 ยังคงไปได้โดยเติบโตเฉลี่ย 5% แต่ภาคธุรกิจต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ ช็อก พีเรียด เชื่อว่าไม่เกินกลางปี 2548 โดยเฉพาะ

1. กลุ่มธุรกิจค้าปลีกในเซ็กเมนท์ ดิสเคาท์สโตร์ และปีหน้าจะเป็นปีที่ไม่สดใสนัก แต่ไม่ถดถอย จะเข้าสู่ยุคของการขาดทุนกำไร
2. กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าดิจิทัลบางประเภท ยังขยายตัวในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าไฮเอ็นด์
3. กลุ่มธุรกิจรถยนต์, อสังหาฯ, อุปโภค - บริโภคยังไปได้แต่ค่อนข้างอืด ปีหน้าและคาดว่าแนวโน้มการปรับราคาเป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการระดับเล็กๆ ที่ยังไม่ปรับตัวจะอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างแย่ เพราะต้นทุนการผลิตสูง แต่ไม่สามารถขึ้นราคาได้กลยุทธ์การดั๊มพ์ราคาของสินค้าอุปโภค - บริโภคคงเป็นทางเลือกสุดท้ายของปีหน้า แต่คาดว่าหลายๆ บริษัทจะหันมาจัดกิจกรรมการตลาด ทำอีเวนท์มาร์เก็ตติ้งมากขึ้น

นายพิศักดิ์วลี เศวตนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาลี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดปีหน้าหลายธุรกิจต้องลดต้นทุน โดยเฉพาะงบประมาณการตลาดอาจจะไม่เพิ่มเมื่อเทียบกับปีนี้ เนื่องจากต้นทุนผลิตขนส่งจะสูงขึ้นหลังจากรัฐบาลลอยตัวน้ำมันดีเซล

ดร.สันจัย อนุมานราชธน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอซี นีลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงานสัมมนา Power of Brand Activation เรื่อง Whats Hot Around the GLOBE "Insights on the Personal Care" ว่า เอซี เนลเส็น ได้วิจัยผู้บริโภคใน 56 ประเทศ ในทวีปเอเชีย, ยุโรป, ละตินอเมริกา, อเมริกาเหนือ และตลาดใหม่ที่กำลังขยายตัวประมาณ 75% ของประชากรโลก และ 95% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกในกลุ่มสินค้าของใช้ส่วนบุคคล 58 ประเภท ช่วงปี 2545 เปรียบเทียบ 2546


ในจำนวนสินค้าของใช้ส่วนบุคคลทั้ง 58 กลุ่ม แบ่งเป็นสินค้าหลัก 9 กลุ่ม คือ

1. ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก
2. เครื่องสำอาง
3. ผลิตภัณฑ์แลเส้นผม
4. ผลิตภัณฑ์กระดาษชำระส่วนบุคคล
5. ผลิตภัณฑ์ในช่องปาก
6. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายและมอยส์เจอร์ไรซิ่ง
7. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า
8. ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด
9. ผลิตภัณฑ์กำจัดขน

โดยพบว่า อัตราเติบโตของผลิตภัณฑ์ทั้ง 9 กลุ่มในตลาดทั่วโลกอยู่ที่ 3% กลุ่มที่เติบโตสูงสุดคือ กลุ่มตลาดใหม่ 13% ละตินอเมริกา 10% ยุโรป 4% เอเชีย 1%

"เมื่อพิจารณาการเจริญเติบโตของใช้ส่วนบุคคลในเอเชียระดับ 1% พบว่า กลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดคือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าและมอยส์เจอร์ไรซิ่ง เติบโต 9% ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับตลาดโลก ส่วนสินค้าที่อยู่ในภาวะคงที่คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาไทยให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าที่มีส่วนผสมของชาเขียวมาก ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเขียวมีอัตราการเติบโตถึง 267% ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกราย พบว่า มีสินค้า 5 ประเภทที่ล้มเหลวจากการทำตลาดชาเขียว ได้แก่

1. ยาสีฟัน
2. สแน็ก
3. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า
4. ลูกอม
5. นมพร้อมดื่ม

จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2547



Bookmark | ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย ที่ปรึกษาวางแผนธุรกิจ ที่ปรึกษาวางแผนตลาด

บริษัท มาร์เก็ตติ้ง กูรู แอสโซซิเอชั่น จำกัด
59/42 ศรีสุวรรณโฮมเพลส 2 หมู่ 2 ซอยสตรีวิทย์ 2 ถนนลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ : 0-2090-2390, 0-2090-2388 โทรสาร : 0-2090-2389#18
E-mail : mga01@mga.co.th, seminar@mga.co.th
>> คลิกดูแผนที่ <<


Marketing Guru Association Co.,Ltd. 2001 All Right Reserved.
Google+เพิ่มเพื่อน