ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย




Automotive Market : AFTA Supportivesพม่า ลาว เขมร และ เวียตนาม (จำนวนเข้าชม 752 ครั้ง)
ให้คะแนนบทความ 10 คะแนน

พม่า   ลาว   เขมร และ เวียตนาม

Automotive Market : AFTA Supportives

 

ค้นคว้าโดย นายตาปรือ

โดย มนัสศิริ เผือกสกนธ์
General Manager - Marketing GURU Association

ในละแวก ASEAN นี้ที่เคยเขียนเรื่องวงการรถยนต์ไปบ้างก็พูดเจาะเฉพาะประเทศหลักๆ ใน AFTA เช่น ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ทำให้เหลือประเทศปลีกย่อยที่กำลังจะเข้าสู่ AFTA และอีกหน่อยน่าจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นมาโดยเฉพาะเวียตนาม   ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ติดกับบ้านเราอย่างลาว เขมร นั้นก็มีลักษณะแปลกๆ เป็นการค้านอกรูปแบบเช่น ขโมยรถส่งข้ามแดนกันทำให้คาดเดาดีมานด์ที่แท้จริงลำบาก   ยากต่อ

นักลงทุนในการประมาณการยอดขายและรายได้   และบางประเทศก็ไม่มีความแน่นอนทางการเมือง   บ้างก็ยังต้องพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานเช่น ถนนหนทาง  การลงทุนในด้านพลังงานน้ำมัน  ซึ่งเป็นอุปสรรคขวางการเจริญเติบโตต่อวงการยานยนต์   เราลองมาดูภาพรวมของประเทศเหล่านี้ เรียงลำดับกันเลย ณ บัดนี้

 

เขมร               

 

เพื่อนบ้านรายนี้ของเราแม้จะก่อรูปอาณาจักรมาก่อนบ้านเราเนิ่นนาน แต่ในอดีตถูกรุกรานเข่นฆ่ากันล้มตายไปเป็นอันมาก   เหลือพลเมืองอยู่ขณะนี้แค่ 12 ล้านคน  ทั้งทุพพลภาพและสมบูรณ์แบบในเนื้อที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร   ประชากรของเขมรกระจายอยู่ในย่านเมืองต่างๆ ในเขตชนบทไม่กระจุกตัวเฉพาะในกรุงพนมเปญโดยที่เมืองหลวงแห่งนี้มีประชากรแค่ประมาณ 1 ล้านคนเท่านั้น  ประชาชนของเขาพูดภาษาเขมรเป็นหลักตามด้วยเวียตนามบ้าง จีนบ้าง

 

                รายได้หลักของประเทศมาจากภาคเกษตร การทำป่าไม้และประมง   คู่ค้าหลักนอกจากจะเป็นในกลุ่มสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์ด้วยกันแล้วก็มีญี่ปุ่น ยุโรปและสหรัฐ   รายได้ต่อหัวต่อปีเฉลี่ยเพียง 270  เหรียญยูเอสเท่านั้น   อายุเฉลี่ยประชากรอยู่เพียง 53 ปี เขมรได้รับการรับรองจากกลุ่ม ASEAN  ให้เข้าร่วมในมติเมื่อปี 1998 นับเป็นชาติที่ 10 ซึ่งเข้าร่วมในกลุ่ม

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ของเขมร

                ตลาดหลักของประเทศนี้เป็นรถ CBU นำเข้าสำเร็จรูป   ตลาดรถใหม่มีไม่ถึง 1,000 คันต่อปี   ซึ่งถ้ารวมรถเก่าด้วยก็จะเป็นประมาณ 2,000-3,000 คัน   ทั้งนี้ไม่อาจรวมรถโจรกรรมจากประเทศรอบข้างเข้าไปด้วย

ผู้ซื้อหลักได้แก่ องค์กร/สถาบันต่างชาติ  ภาครัฐบาล   นอกนั้นเป็นพวกมอเตอร์ไซค์ที่บินกันว่อนเมืองคือ ขายได้มากกว่ารถยนต์ในอัตรา 6 : 1   ตามข้อมูลล่าสุดพบว่าเขมรมีมอเตอร์ไซค์วิ่งอยู่ 477,954 คันในขณะที่มีรถยนต์วิ่งแค่ 72,407 คัน หรือถ้าเทียบต่อประชากรหนึ่งคนจะพบว่าในขณะที่คนมีรถอยู่ในอัตรา 157:1 มอเตอร์ไซค์อยู่ในอัตรา 26 : 1   

ในจำนวนรถยนต์ทั้งหมด  60 % เป็นรถเก๋ง 30 % เป็นพวก SUV  อีก 10 % เป็นรถกระบะ  ซึ่งไอ้ 2 ประเภทหลังนี้ใช้ในหน่วยงาน NGO ซะเยอะเพราะทนทานนั่นเอง   เนื่องจากสภาพถนนหนทางของเขาเหมาะกับการทำลายรถเก๋งเป็นอันมาก  สังเกตได้จากดีมานด์ที่มาตาม ใบสั่ง รถที่ข้ามแดนไปจากบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็นรถอเนกประสงค์พวกนี้   แม้เขมรได้รับมติเอกฉันท์เพื่อเข้าร่วม AFTA ไปแล้วและกำลังจะก้าวเข้าเต็มตัวเร็วๆ นี้แต่ก็ไม่มีผลมากต่อการเพิ่มจำนวนความต้องการในภูมิภาคมากนักเพราะ

                1. ข้อจำกัดทางสภาพถนนหนทางที่เป็นหลุมบ่อและไม่ปลอดภัยจากผลพวงของสงคราม  (บรรดากับระเบิดต่างๆ ซึ่งป่านนี้ก็ยังเคลียร์ไม่หมด)  แม้ธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชี่ยนรวมทั้งองค์กรอิสระต่างๆ จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือแต่ยังไม่มีผลมากมายในระยะปานกลางนี้

                2. รัฐบาลเขมรยังหาข้อสรุปเรื่องข้อตกลง เงื่อนไข มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้แน่ชัดไม่ได้   จึงไม่จูงใจนักลงทุนต่างชาติ

                3. ปัญหาการ สั่งรถที่จอดอยู่ตามถนนหรือในบ้านในอาคารแถวประเทศใกล้เคียงเข้าไปโดยที่เจ้าของเขาไม่อนุญาต   รัฐบาลเขมรยังไม่ (พยายาม) เข้ามาดูแลตรงนี้อย่างเป็นรูปธรรม   ตรงนี้ถ้ายังแก้ไม่ได้คือยังคงเกิดขึ้นต่อไปก็ไม่จำเป็นในการที่เขมรจะต้องลงทุนผลิตรถเองในประเทศ

                อย่างไรก็ตาม  ค่ายรถยักษ์ๆ ก็ได้เข้าไปตั้งเครือข่ายการจำหน่ายและบริการในเขมรอยู่พอสมควรทั้ง Toyota, Mitsubishi, Nissan, Isuzu, Ford, Jeep, Peugeot, Fiat, Mercedes-Benz, BMW, Hyundai, Daewoo ถ้าจะเอาชื่อองค์กร / บริษัทก็มีดังนี้

                Metro Group : Mitsubishi

                Stanhill Engineering :  Komatsu  and  Bosch  Parts

                R.M. Asia Co.,Ltd :  Ford, Jeep

                T.T.H.K. Co.,Ltd – Toyota

 

เวียตนาม

        มีประชากรรอดตายจากสงครามเหลือเบ็ดเสร็จราวๆ   79 ล้านคนบนเนื้อที่ 330,363 ตารางกิโลเมตร เมืองที่คนกระจุกตัวอยู่มาคือ ฮานอย โฮจิมินห์ ไฮฟองและดานัง   ประชากรผลสมผสานระหว่างชาวเวียตนาม  จีน  เขมร จาม และชนกลุ่มน้อยอีกมากมาย    ภาษาที่ใช้มีทั้งเวียตนาม ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ   เวียดนามมีการค้าขายกับญี่ปุ่น ฮ่องกง  เยอรมัน ไทย สิงคโปร์  มาเลเซีย   มีสินค้าออกที่สำคัญคือ  ข้าว สิ่งทอ น้ำมันดิบ รองเท้า  และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทะเล

 

วงการรถยนต์ของเวียตนาม

                ประเทศนี้เริ่มมีรถยนต์วิ่งมาตั้งแต่ปี คศ.1920  บนถนนในไซง่อนเนื่องจากขณะนั้นฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้ปกครองอยู่สั่งเข้าไปใช้   แต่จนปัจจุบันยอดการซื้อขายรถยนต์ในเวียดนามก็ไม่ได้เติบโตนักเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันไปในสงครามที่เพิ่งสงบไปไม่ถึง 40 ปีดี   เมื่อมองย้อนหลังไปตัวเลขนี้เคยเติบโตบ้างในช่วงหลังสงครามโลกคือ 1945-1954  เพราะฝรั่งเศสอยู่ในฝ่ายชนะสงคราม ทำให้พวก Renault, Citroen และPeugeot ทั้งหลายขายดิบดี   แต่หลังจากเวียดนามได้อิสรภาพจากฝรั่งเศสในปี 1954 ต่อมาอีกประมาณสิบปีเกิดความวุ่นวายในสงครามกับอเมริกัน  ยอดขายรถยนต์ก็ตกวูบลงเหลือตลาดแคบๆ ซึ่งมีอังกฤษและรถยุโรปบางยี่ห้อรวมทั้งรถยนต์จากญี่ปุ่นที่เริ่มเข้ามาในช่วงนี้คือแถวๆ ปี คศ. 1960    นำโดย Toyota, Mazda และHonda  ช่วงปี 1970 ได้เริ่มมีการประกอบรถยนต์เกิดขึ้นในสเกลเล็กๆ ใช้ชื่อว่าบริษัท “La  Dalat”  ซึ่งอาศัยชิ้นส่วนพื้นฐานนำเข้าจากค่าย Citroen นั่นเอง

                ประมาณกลางยุค 70  พออเมริกันแพ้กลับบ้านไปจึงถึงยุคที่รัสเซียเริ่มส่งรถเข้ามาขาย เช่นพวก Lada, Volga จนถึงปี 1980 เวียตนามเริ่มมาสั่งรถเก่าใช้แล้วจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในราคาถูก  และเมื่อปี 1991 รัฐบาลเวียตนามได้ลงทุนร่วมกับต่างชาติตั้งโรงงาน “Mekong  Auto  Corporation”  ขึ้นผลิตรถยนต์วิ่งเกลื่อนอยู่   ถัดมาก็ได้ตั้ง “Vietnam  Motors  Corporation” ทำการประกอบรถ Mazda,  Kia,  Daewoo,  Mitsubishi  จนเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมาก็มี Toyota, Ford, Suzuki, Isuzu,  Mercedes, Hino เข้ามาอีก   รวมแล้วมีถึง 14 บริษัทที่เข้ามาร่วมลงทุนกับรัฐบาลเวียดนามและขณะนี้ 11 บริษัทในนั้นเริ่มดำเนินงานแล้ว       

 อย่าง ไรก็ดีการเติบโตของการซื้อขายรถยนต์ในเวียดนามค่อนข้างเฉื่อยชา   เหตุผลคือ อำนาจซื้อต่ำ   ผู้คนนิยมเล่นมอเตอร์ไซค์มากกว่า   ถนนหนทางนั้นถือว่าสภาพพอใช้แม้จะห่างชั้นจากบ้านเราแต่ช่วงที่เคยไปทำ งานอยู่ 4-5  ปีก็วิ่งเข้าออกในเขตชนบทไร่นาของเขาได้สะดวกดี   เพียงแต่โรงแรมของเขาที่ว่าดีๆ ในหัวเมืองนั้นมีสภาพน่า กลัวผีมาก  ต้องตบเบียร์หมดตู้จึงนอนหลับลงได้

                อัตราส่วนคนใช้รถยนต์อยู่ที่ 5.48 คันต่อ 100 คน   70 % ของการซื้อรถใหม่เป็นพวกลูกค้าต่างชาติและหน่วยงานบริษัท   ผิดกับมอเตอร์ไซค์ที่ขณะนี้มียอดจดทะเบียนอยู่ประมาณ 5.4 ล้านกว่าคันโดยมี Honda, Suzuki, Yamaha และVMEP (กลุ่ม Chinfon ของไต้หวัน)   ที่ขายดีสุดคือ Honda Dream, Cup  และ Super  Cup

 รายชื่อบริษัทรถยนต์รายใหญ่มีดังนี้

                Ford Vietnam, Ltd  :  Ford

                Hino Motors  Vietnam Co.,Ltd  :  Hino

                Isuzu Vietnam Co.,Ltd :  Elf

                Mercedes-Benz  Vietnam Co.,Ltd  : Mercedes

                Mekong Auto Corporation  :  Mekong, Iveco, Fiat

                Suzuki Vietnam Corporation :  Suzuki

                Toyota Motor Vietnam Co.,Ltd  :  Toyota

                Vietindo  Daihatsu  Automotive Corporation :  Daihatsu

                Vietnam  Daewoo Motors  Co.,Ltd  : Daewoo

                Vinastar Motors Corp  :  Mitsubishi/Proton

                Vietnam  Motors Corp :  Mazda, BMW, Kai

ส่วนบริษัทผู้จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ก็มีอยู่ 4 บริษัทคือ

                Honda Vietnam Co.,Ltd

                Suzuki Vietnam Corp

                VMEP Co.,Ltd

                Yamaha  Motor Vietnam Co.,Ltd

 

ลาว

                บนเนื้อที่ 236,000 ตารางกิโลเมตรกับประชากร 5 ล้านคนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  และลาวมีชนกลุ่มน้อยกว่า 40 กลุ่มนับถือศาสนา ลัทธิและพูดภาษาต่างๆ  กัน   อายุโดยเฉลี่ยประชากรคือ 53 ปี  หลังตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศสก็ตกอยู่ในสงครามที่ทำลายปะเทศให้ชะงักงันทางการพัฒนา   จนกระทั่งประมาณปี 1986 จึงได้เริ่มมีแผนพัฒนาประเทศเป็นรูปเป็นร่างใช้กับเขา  

 

การที่ลาวเริ่มเปิดประเทศให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปทำมาหากินทำให้ GDP ของประเทศเริ่มเติบโตเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมา  คือมีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7 % ต่อปีโดยมีภาคเกษตรเป็นตัวนำคือก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 50 % และเป็น 85 % ของแหล่งงาน   สินค้าออกที่สำคัญคือ กระแสไฟฟ้า ผลิตผลเกษตร ผ้าสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์จากไม้   ประเทศคู่ค้าที่สำคัญคือ ญี่ปุ่น ไทย จีน มาเลเซีย สิงคโปร์

วงการรถยนต์ของลาว

                เนื่องจากภูมิประเทศของลาวเป็นภูเขาลำเนาป่าทำให้การพัฒนาถนนหนทางน้อย  ประชากรมีจำนวนน้อย   ไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการลงทุนตั้งโรงงานผลิต  ยอดขายรถใหม่และใช้แล้วรวมกันมีไม่ถึง 1,700 คันต่อปี   โดย 1 ใน 3 เป็นรถใหม่ตัวเลขจดทะเบียนรถยนต์มีไม่ถึง 40,000 ราย ในจำนวนนั้น 50 % เป็นรถเก๋ง 25 % เป็นกระบะ อีก 25% เป็น SUV   ตัวที่ขายดีคือ Toyota 4 WD, Mitsubishi 4 WD ส่วนรถเก๋งได้แก่ Toyota  และMitsubishi  มีหน่วยงาน NGO  ภาครัฐบาลและบริษัทเอกชนเป็นลูกค้าหลัก เนื่องจากลาวไม่มีโรงงานผลิตรถยนต์ๆ ส่วนมากจึงนำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐ และ ไทย

พม่า

                บนเนื้อที่ 676,552 ตารางกิโลเมตรของเขานั้นมีผู้คนประมาณ 49 ล้านคนอาศัยอยู่   ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นเชื้อชาติพม่า (ซึ่งว่ากันว่าสืบเชื้อสายจากจีนและธิเบตผสมผสานกัน) นอกนั้นเป็นบรรดาชนกลุ่มน้อยต่างๆ เช่น กะเหรี่ยง ฉาน มอญ จีน กะฉิ่น     พม่ามีทรัพยากรมากมายทั้งน้ำมัน ก๊าซ แร่ธาตุ อัญมณี และภาคเกษตรซึ่งภาคนี้ทำให้เกิดรายได้ประมาณ 60 % ของ GDP   ประเทศคู่ค้าของพม่าได้แก่ จีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย และ ไทย

วงการรถยนต์ของพม่า

                หลังจากรัฐบาลของพม่าเริ่มนำการปฏิรูปเศรษฐกิจมาใช้ในพม่าตั้งแต่ต้นยุค 90  เป็นต้นมาทำให้วงการรถยนต์ของพม่าเริ่มเติบโตชัดเจนขึ้น   รวมทั้งการเติบโตของสินค้าอุปโภคบริโภคตัวอื่นด้วย   มีการเข้า-ออกกระแสเงินตรงต่างสกุลมากขึ้น ประชาชนมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น   มียอดจำหน่ายรถใหม่และเก่ารวมกันประมาณ 25,000 คันต่อปีโดย Toyota กับ Nissan เป็นตัวนำ    

ปัจจุบันมีการจดทะเบียนรถอยู่ประมาณ 300,000 ราย   โดย 72 % เป็นเก๋ง  28 % เป็นรถกระบะและรถเชิงพาณิชย์   จากยอดจดทะเบียนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นรถเก่าที่มีอายุใช้งานมาแล้ว 30-40 ปี  ลูกค้าใหญ่เป็นพวกบริษัทแท็กซี่ ภาครัฐบาล หน่วยงานทหารและองค์กรธุรกิจ รถยนต์ส่วนใหญ่นำเข้าจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์ สำหรับโรงงานผลิตนั้นปัจจุบันมีขนาดที่ถือว่าใหญ่เพียงรายเดียวคือ Myanmar  Heavy  Industries  หรือ MHI  ทำการผลิตรถ Mazda แม้จะมีพื้นฐานจากโซเวียตที่ตั้งไว้ให้ก็ตามแต่ก็มีกำลังการผลิตเพียง 300-400 คันเท่านั้น   ปัจจุบันทาง Suzuki ได้เข้ามาเริ่มลงทุนตั้งโรงงานโดยลงทุนร่วมกับ  Myanmar Automobile  and  Diesel  Engine Company ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ   โดยทั่วไปคนพม่านิยมขี่มอเตอร์ไซค์มากกว่ารถยนต์

                ประเทศต่างๆ เหล่านี้ในอนาคตอันใกล้น่าจะเข้ามามีส่วนเสริมการส่งออกจากฐาน AFTA หลักปัจจุบันคือ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย  โดยมีไทยเป็นผู้เล่นสำคัญ   พม่า เขมร และเวียตนาม ตามมาช่วย(ซื้อ) ห่างๆ  ไทยน่าจะเป็น ศูนย์รวมตรงนี้ได้เพราะขนส่งสะดวก  สามารถส่งรถผ่านด่านด้านแม่สอดไปยังพม่า   ผ่านเชียงแสนไปถึงลาว   ผ่านโรงเกลือเข้าสู่เขมรและเวียตนาม    ตรงนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในรายละเอียดจึงต้องติดตามดูต่อไป

ไฟล์รูป
1_resize.jpg
index_resize.jpg
25-NGV-Nissan-Cefiro-A32-03_resize.jpg

Bookmark | ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย ที่ปรึกษาวางแผนธุรกิจ ที่ปรึกษาวางแผนตลาด

บริษัท มาร์เก็ตติ้ง กูรู แอสโซซิเอชั่น จำกัด
59 ศรีสุวรรณโฮมเพลส 2 หมู่ 2 ซอยสตรีวิทย์ 2 ถนนลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ : 0-2907-9588, 0-2907-9669, 0-2907-9131 โทรสาร : 0-2907-8941
E-mail : mga01@mga.co.th, seminar@mga.co.th
>> คลิกดูแผนที่ <<


Marketing Guru Association Co.,Ltd. 2001 All Right Reserved.
Google+เพิ่มเพื่อน