1)เน้น เทคโนโลยี่มากจนเกินไป จนปล่อยปะละเลยความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
2)การลงทุนสูง ไม่ว่าการวางเครือข่าย Broadband หรือ การประมูลสัมปทานมือถือ ระบบ 3G
3)กระโดดเข้าตลาดทุนเสนอขายหุ้นบริษัทสู่สาธารณะชน เร็วเกินไป IPO (Initial Public Offer )
4)การปรับ จาก Technology มาสู่ การตลาด และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่แท้จริง CRM
5)การพึ่งรายได้จากทางใดทางหนึ่งมากจนเกินไป ต้องสร้างรายได้จากหลายทาง ทั้ง โฆษณา ,ค่าสมาชิก ค่าคอมมิชชั่นจากการขาย ค่าเช่าพื้นที่ Virtual Mall การขาย Digital Merchandising เช่น MP3 ,หนังภาพยนต์,เกมส์ ,การโอนเงินและธุรกรรมการเงิน,การส่ง อี เมลล์ , Short message
ุ6) ขากการเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจอื่น แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น
6.1)การเชื่อมโยง ระหว่าง Offline และ Online รวมทั้ง Clicks & Bricks การเปิดตลาดหน้าด่านยังไม่เพียงพอ ระบบ Fulfillment ทั้งเรื่อง การรับและส่ง สินค้าไปปลายทาง การเก็บเงิน การทำการสื่อสารการตลาด ทั้ง Online และ Offline ต้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น Logo ,Staionary ต้องมีที่อยู่ เวบท่าของเรา
6.2)ต้องเชื่อมโยงจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ และสู่ระดับรากหญ้า ให้ได้ คือ ต้องเชื่อมโยง การแลกเปลี่ยน ข้อมูล การซื้อขาย และลูกค้า สินค้าคงเหลือ ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วของ ลูกค้า และรีบออกแบบใหม่ ผลิต นำส่งถึงมือ ปลายทาง หรือลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
ุ7)บริษัทเงินทุนที่ให้การสนับสนุนมักมีแต่เงินทุนไม่มี ความรู้ที่จะเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจได้อย่างแท้จริง ปัจจุบัน บริษัท กองทุนร่วมลงทุน Venture capital เหล่านี้ได้ พยายามปรับต้นแบบธุรกิจตนเองมาเป็น Incubator หรือ Consultants ทางธุรกิจด้วย ทั้งช่วยในเรื่องการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ สินค้าใหม่ กรรมวิธีใหม่ หาตลาด และ ผู้ป้อมวัตถุดิบต้นน้ำให้ รวมทั้งมีบริษัทในเครือข่าย New Economy เองมาร่วมลงทุน เช่น Cisco ,Intel ,Softbank,Microsoft,Sun Microsystem ที่ให้ทั้งแหล่งทุนและความรู้ทางธุรกิจและการตลาดแก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ รัฐบาล สิงค์โปร์ ฮ่องกง และ มาเลเซี่ยยังช่วยจัดตั้งกองทุนที่ว่านี้เองโดยร่วมกับเอกชน