ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย




การเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขันในธุรกิจไทย (จำนวนเข้าชม 2766 ครั้ง)
ให้คะแนนบทความ 9.25 คะแนน

การเพิ่มขีดความสามารถเชิงการแข่งขันในธุรกิจไทย

 

Competitiveness

 

            ก่อนอื่นผมต้องขอแนะนำคำว่า ขีดความสามารถเชิงแข่งขันเสียก่อน ในโลกปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงของการค้า ความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว เช่น เงินบาทลอยตัวมีผลต่อต้นทุนเพราะสินค้าไทยมีสัดส่วนการนำเข้าปัจจัยเพื่อการผลิตสูง 40-60% ดอกเบี้ยผันแปรเงินฝากลด เงินกู้หายาก น้ำมันราคาสูงขึ้นทุกวัน ตลาดหุ้นตกต่ำ การค้าแบบเสรีที่ลดกำแพงภาษีและเปิดโอกาสให้ คู่แข่งต่างชาติ มาแข่งขันอย่างเสรี ทั้งในประเทศไทยและในเวทีสากล ระบบเศรษฐกิจแบบเปิดทำให้เราต้องปรับตัวแข่ง ทั้งในด้านพัฒนาความสามารถ ความเชี่ยวชาญ เพื่อช่วงชิงตลาด ทั้งตลาดเดิมที่เราเป็นเจ้าของ และแสวงหาตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายกิจการ ที่เห็นได้ชัดคือ ผลิตภัณฑ์จีนมีราคาถูกกว่าของเราอยู่มาก ทั้งอาหาร แปรรูป เครื่องหนัง เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ เสื้อผ้า จักรยานยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร ตลาดใหญ่ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นเริ่มตีบตันทุกที ในอดีตผลิตภัณฑ์ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูงในตลาดโลก เนื่องจากเรามีค่าแรงถูกจึงมีต้นทุนการผลิตต่ำโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงาน Labor Intensive เช่น เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า หรือเรามีแหล่งทรัพยากรอันอุดม Resource Based Industry เช่น อาหารกระป๋อง อัญมณี ยางและผลิตภัณฑ์ยาง แต่ในปัจจุบันเราจะพบว่าจีนแดง อินโดนีเซีย เวียดนาม มีค่าแรงที่ถูกกว่าไทยทั้งสิ้น ทรัพยากรของเวียดนามเองก็มีมากมาย พร้อมประกาศว่าใครจะมาลงทุนในประเทศเขาต้อง มาเพิ่มมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่มาเอาของดิบไปขาย ต้องนำไปแปรรูปเสียก่อนจึงจะส่งออกได้ เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างฉลาดและคุ้มค่า มีการเน้นนำเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งการเพาะปลูก การพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำ Upstream การเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปลายน้ำ Downstream มีการสร้างการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมที่มีในหลายพื้นที่ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนา ขบวนการสรรหาร่วม วิจัยออกแบบร่วม ขบวนการผลิตร่วม ควบคุมคุณภาพมาตรฐานร่วมกัน และการตอบสนองต่อความต้องการตลาดได้อย่างรวดเร็ว Quick Response ตลอดสายการผลิตจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และข้อมูลความต้องการตลาดจากปลายน้ำ หาต้นน้ำ Supply Chain การดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปในจีน ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาล Foreign Direct investment FDI พร้อมๆ กับบีบให้ต่างชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ ประเทศเหล่านี้ยังกำหนด ต่างชาติไม่ให้ขยายสาขาหรือไม่อนุญาตต่างชาติให้มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายเอง เป็นการยึดช่องทางการตลาดและการขายไว้หมด บริษัทจัดจำหน่ายส่วนใหญ่มีรัฐบาลจีนทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นเข้าไปหุ้นด้วยทั้งสิ้น แม้จีนเข้า WTO แต่การบังคับรัฐบาลจีนจะทำได้แค่ไหน ดังนั้นในภาพรวมแล้วธุรกิจไทยคงต้องแสวงหาทางรอดใหม่ คงพึ่งพาค่าแรงถูก การผลิต้นทุนถูก เป็นเจ้าของทรัพยากรอันอุดมที่ปู่ย่าตายายให้ไว้ไม่ได้แล้ว เราต้องพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพของเราเสียใหม่ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว สู่สภาวะการแข่งขันใหม่ของโลก ก่อนที่ธุรกิจของท่านจะเกิดอาการตกยุค เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการในการดำเนินธุรกิจเสียใหม่ที่เรียกว่า คิดใหม่ ทำใหม่ก็คงจะไม่ผิด แต่ผมอยากจะสรุปภาพขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยเป็นกลุ่มๆ ดังตาราง จะเห็นว่า

  1. ประเทศไทยในปัจจุบันการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มีเพียง 20% เท่านั้น กลุ่มใหญ่จริงๆ กลายเป็นอิเล็กทรอนิกส์หรือ New Economy ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี Technology Based Industry ไปเสียแล้ว ท่านจะไม่พัฒนาขีดความสามารถใหม่ก็ไม่ได้เสียแล้ว เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติ รวมทั้งการออกแบบ การทดสอบ ตรวจสอบ การทำตามมาตรฐานการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่เหมือนที่รัฐบาลจีน ญี่ปุ่นสนับสนุนหน่วยงานพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยีส่งคนไปอยู่ซิลิกอนวอลเล่ย์ ศึกษาด้านไอทีและซอฟแวร์พัฒนาไฮเทคปาร์คและซอฟแวร์ปาร์ค
  2. ส่วนธุรกิจที่เน้นแรงงานคงต้องปรบตัวทั้งธุรกิจอาหารและธุรกิจแฟชั่นที่ใช้ แรงงานรวมกันถึง ครึ่งหนึ่งของแรงงานภาคอุตสาหกรรม ต้องปรับเป็นแรงงานที่มีฝีมือมีคุณภาพมีทักษะความชำนาญ ในการออกแบบและการผลิตทั้งการตกแต่ง เย็บ ขึ้นรูป มาตรฐานการผลิต และคุณภาพของผลงาน เพิ่ม Productivity ให้สูง มีความยืดหยุ่นในการผลิตคือสามารถทำงานได้หลายอย่างและมีความ ชำนาญหลายอย่าง พร้อมกันการบริหารองค์ความรู้ให้พนักงานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งยวด
  3. อุตสาหกรรมพื้นฐานพวกปิโตรเคมี เคมี พลาสติก เหล็ก ยาง เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง มีการบริหารต้นทุนเงินที่ดี ใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้อง การเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ อุตสาหกรรมนี้คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของจีดีพีภาคการผลิต จึงมีความสำคัญอย่างมาก

กลุ่มธุรกิจ

สัดส่วนยอด

ส่งออกไทย

สัดส่วนของจีดีพี

การผลิตไทย

สัดส่วนการจ้างงานใน

ภาคอุตสาหกรรม

อาหาร

20.0%

18.6%

29.0%

แฟชั่น สิ่งทอ

เครื่องหนัง อัญมณี

เฟอร์นิเจอร์

10.0%

19.2%

20.6%

ยานยนต์ ชิ้นส่วน

อะไหล่

4.4%

ns

4.6%

อิเล็กทรอนิกส์

เครื่องใช้ไฟฟ้า

วงจร ไมโคชิพ

34.5%

15.0%

12.2%

อุตสาหกรรมพื้นฐาน

ยาง ปิโตรเคมี พลาสติก

เหล็ก เคมี

11.49%

26.9%

25.1%

เครื่องจักร

การเกษตร

ns

9.5%

4.7%

 

Source NIS & NESDB

 

          จากการศึกษาวิจัย ความสามารถเชิงแข่งของสินค้าไทยเทียบกับต่างชาติ Thailand’s International Competitiveness ของ Dr Chaiyuth Punyasavatsut ได้แบ่งกลุ่มสินค้าไทยเป็น 4 กลุ่มมาตรฐาน ISIC และความสามารถเชิงแข่งขัน

  1. ธุรกิจที่มีความสามารถเชิงแข่งขันดี มีธุรกิจ เสื้อผ้า แฟชั่น อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องหนังรองเท้า เฟอร์นิเจอร์ อัญมณี นาฬิกา
  2. ธุรกิจที่มีความสามารถเชิงแข่งขัน ปานกลาง อุปกรณ์สื่อสาร โทรทัศน์ วิทยุ จักรยาน จักรยานยนต์ อุปกรณ์กีฬา น้ำตาล อาหารสัตว์ ขนมหวานและลูกกวาด
  3. ธุรกิจที่มีความสามารถชิงแข่งขันจำกัด ด้ายผ้าทอ เหล็ก เหล็กกล้า เครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์
  4. ธุรกิจที่มีความสามารถเชิงแข่งขันต่ำ ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี พลาสติก กระดาษ ยาสูบ เวชภัณฑ์ และยา เคมี สี เครื่องสำอาง แก้วกระจก เหล็ก รถยนต์ ไม้ สุรา เครื่องจักรเกษตร

          ปัญหาความสามารถเชิงการแข่งขันไทย ในอดีตไม่ว่าจะเป็นเรื่อง แรงงานฝีมือทักษะความชำนาญการเฉพาะด้าน การออกแบบ การควบคุมคุณภาพมาตรฐานการลงทุนในเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยี ฐานะการเงินไม่แข็งแรง ความสามารถในการบริหารและ Productivity การบริหารต้นทุน การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต้นน้ำสู่ปลายน้ำตลอด Supply Chain การตอบสนองต่อตลาดอย่างรวดเร็ว Quick Response การพัฒนาตลาดและช่องทางจัดจำหน่าย การสร้างแบรนด์และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า พันธมิตรธุรกิจ ผู้ลงทุน คงต้องว่ากันในรายละเอียดต่อไป แต่ทั้งหมดนี้คือการสร้างความสามารถ เชิงแข่งขันธุรกิจไทย ที่ต้องสร้าง ต้นแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่ทิ้งกฎเกณฑ์และกติกาเดิมที่ล้าสมัยไม่ทันต่อเหตุการณ์ออกไป สร้างแนวคิดใหม่ในการทำธุรกิจที่แตกต่างจากเดิม และแตกต่างจากคู่แข่งต้องปรับให้ทันเปลี่ยนให้เร็ว ก่อนที่เกิดอาการตกยุคและธุรกิจของท่านจะผุพังเสียก่อน เราจะกล่าวถึงการสร้างต้นแบบธุรกิจใหม่ และการสร้างความเป็นต่อทาง ธุรกิจในฉบับหน้าครับ


 


Bookmark | ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย ที่ปรึกษาวางแผนธุรกิจ ที่ปรึกษาวางแผนตลาด

บริษัท มาร์เก็ตติ้ง กูรู แอสโซซิเอชั่น จำกัด
59/42 ศรีสุวรรณโฮมเพลส 2 หมู่ 2 ซอยสตรีวิทย์ 2 ถนนลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ : 0-2090-2390, 0-2090-2388 โทรสาร : 0-2090-2389#18
E-mail : mga01@mga.co.th, seminar@mga.co.th
>> คลิกดูแผนที่ <<


Marketing Guru Association Co.,Ltd. 2001 All Right Reserved.
Google+เพิ่มเพื่อน