ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย




การตลาดไม่โตก็ตาย (Massive Marketing Strategic) บทที่ 3 การพัฒนากลยุทธ์ตลาดเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ตอนที่ 1 (จำนวนเข้าชม 3603 ครั้ง)
ให้คะแนนบทความ 0 คะแนน

บทที่ 3 การพัฒนากลยุทธ์ตลาดเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่
การปรับแต่งต่อยอดในระดับยุทธศาสตร์ ตอนที่ 1

 

ในบทนี้จะได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ตลาดที่สร้างคุณค่าที่แตกต่าง รวมถึงการพัฒนากิจกรรมการตลาด เพื่อที่ท่านจะสามารถนำไปใช้กับธุรกิจของท่านเอง องค์ประกอบของโมเดลทางการตลาด หรือต้นแบบทางการตลาด Marketing Model จะประกอบไปด้วย องค์ประกอบ 5 อย่าง Element 
  1. ส่วนกลยุทธ์ Strategy ว่าด้วยการตอบสนองความต้องการลูกค้าตรงไหน Need จะเจาะตลาดใครที่จะเป็นลูกค้าหลัก Target และโอกาสการซื้อหรือการใช้ Occasion / Event ที่ไหน Place เมื่อไหร่ Time ซื้อและใช้กับใคร With Whom การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบย่อย Sub element นี้ทำให้เราสร้างตลาดใหม่ขึ้นมาได้ เช่น ให้ดอกกุหลาบเมื่อแสดงความรักในวันวาเลนไทน์ แต่ดอกกุหลาบจะให้เมื่อแฟนต้องการแสดงการขอโทษได้ไหม เทียนใช้ในงานแห่พรรษา แต่เทียนใช้ในการแต่งหน้าเค้ก ใช้ในร้านอาหารเป็นเทียนอุ่นอาหาร หรือใช้จุดเป็นการสร้างบรรยากาศโรแมนติค ใส่กลิ่นหอมเป็นอโรมาได้ ใส่สารไล่ยุ่งได้ ใส่สีสวยงามและประดิษฐ์เป็นดอกไม้ไว้ใช้โชว์ได้หรือใช้ลอยน้ำได้
2. ส่วนกิจกรรมตลาด Campaign & Tactics จะประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย 5 ตัวตามหลักการของ PRISM ปริซึม คือ    
       ซึ่งท่านสามารถปรับเปลี่ยนแต่งเติมต่อยอดให้ลูกค้าได้ทั้งก่อนลูกค้าซื้อ Pre Purchase ขณะที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อ Purchase และหลังลูกค้าซื้อแล้ว Post Purchase เช่น ก่อนซื้อมีผลิตภัณฑ์ตัวอย่างทดลองแจก ขณะตัดสินใจซื้อคือผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดบรรจุต่างๆ หลังซื้อมีผลิตภัณฑ์แบบชนิดเติมโดยใช้บรรจุภัณฑ์เดิม ตัวอย่างเช่น น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาแต่งผม เป็นต้น บริการก่อนลูกค้าซื้อ เช่น ยิ้มสวัสดี ส่งข่าวสารให้ลูกค้า บริการระหว่างลูกค้าตัดสินใจซื้อ คือให้คำปรึกษา อธิบาย แนะนำ หรือขณะที่ลูกค้าอยู่ในสถานที่รับบริการของเรา เช่น เสิร์ฟน้ำหวาน กาแฟ เอาหนังสือให้อ่าน แนะนำรายการพิเศษให้ลูกค้า ฯลฯ บริการหลังลูกค้าซื้อไปแล้วและบริการหลังการขาย คือ การตรวจสภาพซ่อม ดูแลหลังการขาย ไม่หักหลังลูกค้า ฯลฯ

3. ส่วนขบวนการธุรกิจและระบบการตลาด Process & System เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้า เราต้องมีขั้นตอน
มาตรฐานที่เรียกว่า Blue Print และระบบที่เอื้ออำนวยให้พนักงานเราสามารถสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าเราได้เต็มที่ ซึ่งอาจจะเป็น เทคโนโลยี การไหลลื่นของงาน การให้อำนาจในการตัดสินใจ การกำหนดคุณภาพและมาตรฐาน เวลาในแต่ละขั้นตอน ในแต่ละขบวนการจะมี ขบวนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ Research & Development - R&D ขบวนการสั่งซื้อ Order Process ขบวนการนำส่งสินค้า Logistics ขบวนการให้บริการ Service Blueprint และขบวนการขายหน้าร้าน Selling Process ขบวนการตรวจสอบและวัดข้อมูลย้อนกลับ Quick Response - QR ขบวนการตรวจซ่อมแซมผลิตภัณฑ์ที่ชำรุด Maintenance & After sale Service โดยสรุปขบวนการจะมี 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือออกแบบผลิตภัณฑ์และคุณค่า Design สร้างผลิตภัณฑ์และคุณค่าให้เกิดขึ้น Create และนำส่งผลิตภัณฑ์และคุณค่าถึงมือลูกค้า Delivery 

4 . ส่วนการพัฒนาบุคคลากร People โดยเฉพาะพวกด่านหน้า Front line ที่ต้องพบปะกับลูกค้า เจรจาให้บริการกับลูกค้า และพวกหลังบ้าน เช่น ช่างซ่อม ฝ่ายการเงิน ฯลฯ ซึ่งเราต้องพัฒนาท่าที ทัศนคติ ความรู้ความสามารถและที่สำคัญคือ การบริหารการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงคนและองค์กรให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก การเคลื่อนไหวของคู่แข่ง ความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้าเรา พนักงานต้องรู้จักเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาสด้วยการแปลงปัญหาแล้วกำหนดเป็นเป้าหมาย เช่น ลูกค้าร้องเรียนมาก ทำอย่างไรจะลดการร้องเรียน จาก 100 รายต่อเดือนให้เหลือแค่ 20 รายต่อเดือน แล้ววางแผนพัฒนาสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังที่เราทราบกันว่าในปัจจุบันพนักงานด่านหน้า ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขาย รวมทั้งพีซี และ พนักงานรับโทรศัพท์ Call center, Customer care จะต้องมีความรู้ความถนัดทั้งเรื่องการขายแบบให้คำปรึกษาไม่ใช่ ยัดเยียดขาย Consultative Selling การให้บริการเกินการคาดหวังของลูกค้า ให้ลูกค้าประทับใจ Service Beyond Expectation และการสร้างสัมพันธ์หรือก่ำเช้งกับลูกค้าขาประจำและแฟนพันธุ์แท้ Customer Relationship Management - CRM ต้องรู้จักลูกค้า ดี รู้ความต้องการ รู้ใจลูกค้า รู้ว่าอะไรที่เขาซื้อไปแล้ว มีแล้ว อะไรที่เขาชอบสั่งเป็นประจำ อะไรที่จะเข้ากับบุคลิกและความชอบส่วนตัวของลูกค้ารายนี้ รู้จักติดต่อไปหาลูกค้า ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาหา ทำตลาดเชิงรุกไปสู่ลูกค้า โดยสรุปพนักงานต้องเข้าใจ มีความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ คือกลุ่มลูกค้า ความต้องการของลูกค้า รู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ รู้เกี่ยวกับขั้นตอนและขบวนการต่างๆ จากข้อ 1-3 ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

5. ส่วนของการตรวจสอบ วัดผล ปรับปรุง และพัฒนาสู่ความยั่งยืน Metrics จะเกี่ยวข้องกับการตั้ง Marketing Scorecard การตั้งดัชนีตัวชี้วัด Key Performance Index - KPI ว่าเราทำได้ดีแค่ไหน เป็นไปตามเป้าหมายที่เราวางไว้หรือไม่ ตั้ง Benchmarking กับคู่แข่ง และคนอื่นๆ ในธุรกิจประเภทเดียวกันหรือคล้ายๆ กับเรา เช่น ธุรกิจบริการเหมือนๆ กัน โรงแรมกับ โรงพยาบาลจะใช้การตั้ง Benchmark ต่างกันหรือไม่ การทำงานต้องมีการตรวจวัดการตรวจสอบ หากไม่มีการตรวจวัด เราก็จะไม่สามารถปรับปรุงหรือพัฒนาได้ เมื่อวัดแล้วปรากฏว่าหากเรายังห่างจากเป้าหมายอยู่เราก็ต้องรีบปรับปรุงการทำงาน ระบบ และทักษะของคนให้ไปสู่จุดเป้าหมายที่เราวางไว้ ภายในกรอบเวลาที่เรากำหนดให้ได้ ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเราน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ตัวชี้วัดคือน้ำหนักเป็นกิโล เราก็ตั้งเป้าว่าเราจะลดน้ำหนักเหลือ 45 กิโลกรัม แล้วเราก็มีวิธีการลดน้ำหนักต่างๆ เช่น อดอาหารค่ำ ไม่ทานของหวาน ออกกำลังกาย ทานยาลดความอ้วน ไปดูดไขมัน แล้ววัดน้ำหนักอีกว่าภายในกรอบเวลา 1 เดือนน้ำหนักเราลดไปได้ 5 กิโลกรัมหรือไม่ ดังนั้นเราจึงต้องมีการตั้งเป้าหมาย มีดัชนีตัวชี้วัด การวางแผนปฏิบัติการ วิธีการไปสู่เป้าหมาย และก็มีการตรวจวัดเปรียบเทียบกับเป้าหมาย และนำไปแก้ไขปรับปรุงให้ได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ นี่แหละที่เราเรียกว่าการทำการตลาดแบบบูรณาการและยั่งยืนจริงๆ หากจะสรุปจะได้ดังรูป ซึ่งจะเห็นว่าการสร้างแนวคิดใหม่ทำได้ใน 5 ระดับ การจัดการตลาด

ไฟล์รูป
M3.gif
M3.gif
M3.gif

Bookmark | ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


ที่ปรึกษาธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด โค้ชและอบรม วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และ การขาย ที่ปรึกษาวางแผนธุรกิจ ที่ปรึกษาวางแผนตลาด

บริษัท มาร์เก็ตติ้ง กูรู แอสโซซิเอชั่น จำกัด
59 ศรีสุวรรณโฮมเพลส 2 หมู่ 2 ซอยสตรีวิทย์ 2 ถนนลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ : 0-2907-9588, 0-2907-9669, 0-2907-9131 โทรสาร : 0-2907-8941
E-mail : mga01@mga.co.th, seminar@mga.co.th
>> คลิกดูแผนที่ <<


Marketing Guru Association Co.,Ltd. 2001 All Right Reserved.
Google+เพิ่มเพื่อน